ลดภาษีนิติบุคคลดันบจ.กำไรพุ่ง “แบงก์-สื่อสาร-พลังงาน”รับเต็มๆ

จับตาผลประกอบการ “แบงก์-สื่อสารและพลังงาน” รับอานิสงส์นโยบายลดภาษีนิติบุุคคลแบบเต็มๆ เหตุที่ผ่านมาจ่ายเต็มเพดาน โบรกฯคาดกำไร บจ.ไตรมาสแรกโตไม่ต่ำกว่า 15% เผยกลุ่มแบงก์กำไรทะลัก รายได้จากค่าธรรมเนียมโตกระฉูดหลังน้ำท่วม คนแห่ทำธุรกรรม

นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคลสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 1 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากหุ้นกลุ่มหลักที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูง เช่น ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้ประกาศผลประกอบการไปแล้วมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ดี จึงหนุนให้ภาพรวมของทั้งตลาดค่อนข้างสดใส ประกอบกับได้รับปัจจัยบวกจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% จากเดิม 30% ซึ่งจะมีผลดีต่อกำไรทั้งปีให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8%

อย่างไรก็ตาม เมื่อหักลบกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มเป็น 300 บาทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ก็จะทำให้ส่วนกำไรของบจ.ปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้น 6%

กลุ่มที่น่าจะได้รับปัจจัยบวกจากการลดภาษีนิติบุคคลมากที่สุดคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร และพลังงานที่เป็นโรงกลั่น เพราะบริษัทเหล่านี้ที่ผ่านมาต้องเสียภาษีเต็มที่ ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอะไร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง แจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 1 ปี 2555 มีผลกำไรรวม 41,358 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,355 ล้านบาท หรือ 8.83% โดยธนาคารกสิกรไทยมีกำไรเพิ่มขึ้น 47% จาก 6,114 ล้านบาท เป็น 8,988 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารกรุงเทพมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 6,469 ล้านบาท เป็น 8,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.97%

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา สินเชื่อธนาคารกรุงเทพขยายตัว 2.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในประมาณการของธนาคาร และมั่นใจว่าไตรมาส 2 จะเติบโตได้ต่อเนื่อง จากสภาพเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัว และธนาคารยังคงเป้าหมายการขยายตัวทั้งปีที่ 6-8% เนื่องจากยังมีปัจจัยสภาพเศรษฐกิจโลกที่ต้องเฝ้าระวัง

โดยนายชาติศิริยอมรับว่า ธนาคารได้รับประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ส่งผลให้ต้นทุนด้านภาษีลดลง ทำให้กําไรสุทธิอยู่ที่ 8,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ปีนี้ธนาคารจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากการนําส่งเงินให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) และกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ส่งผลให้ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ลดลงเหลือ 2.6% ซึ่งธนาคารจะพยายามรักษา ให้อยู่ระดับนี้ตลอดทั้งปี ซึ่งจากภาวะการแข่งขันรุนแรงในระบบธนาคาร ทําให้ธนาคารต้องบริหารต้นทุนให้เหมาะสม

ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจที่มีทิศทางการเติบโตของผลประกอบการและรายได้ที่โดดเด่นในไตรมาสแรกมี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธนาคาร โดยเป็นกำไรโดยรวม 41,358 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/54 ที่อยู่ระดับ 20,230 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงกว่า 100% ทั้งนี้เป็นผลจากการปล่อยสินเชื่อและรายได้จากค่าธรรมเนียมที่ปรับเพิ่มขึ้น

ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มโรงกลั่น ซึ่งได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันที่สะสมไว้ ส่วนธุรกิจที่ชะลอตัวคือ กลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์บริษัทประเมินอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของ บจ.ทั้งปีไว้ที่ระดับ 20% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ราว 4.6% ซึ่งเป็นผลจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1 พบว่าอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมมากกว่ารายได้ดอกเบี้ย เนื่องจากการทำธุรกรรมผ่านธนาคารเพิ่มขึ้นสูง หลังจากที่ชะลอตัวในช่วงน้ำท่วม โดยขยายตัว 12% จากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และขยายตัว 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินเชื่อทั้งระบบเติบโตเพียง 3.1% ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยจึงขยายตัวเพียง 0.7% รวมทั้งส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารส่วนใหญ่ลดลง จากการคำนวณค่าใช้จ่ายเงินนำส่งให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และกองทุนFIDF รวม 0.47%

ขณะที่ผลจากการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ยังไม่ได้ช่วยให้ค่าใช้จ่ายธนาคารลดลงในงบการเงินไตรมาสแรกทั้งหมด เนื่องจากบางธนาคารมีรายได้จากรายการพิเศษที่ยังไม่ได้เสียภาษี และจะไปคิดในงบการเงินไตรมาส 2

นายธนเดชให้มุมมองเชิงบวกต่อการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ทั้งปี โดยได้ปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นอีก 3% เป็น 1.45 แสนล้านบาท จากที่เดิมคาดการณ์ไว้ 1.41 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตทั้งปี21% เนื่องจากธนาคารยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้ดี ขณะที่ค่าใช้จ่ายกันสำรองหนี้มีแนวโน้มลดลง

ด้านนายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า จุดที่น่ากังวลที่ต้นทุนธนาคารจะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 จากค่าใช้จ่ายเงินนำส่งให้ DPA และ FIDF ซึ่งอาจทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยลดลงอีก 0.5% ส่งผลให้ธนาคารจะแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และจะผลักภาระให้ผู้บริโภคในไตรมาส 3 โดยธนาคารขนาดใหญ่จะสามารถบริหารต้นทุนได้ แต่ธนาคารขนาดกลางและเล็กจะต้องมีการปรับตัวด้านโครงสร้างการระดมทุน เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน ทิสโก้ และธนชาต

ขณะที่นายจักรกริช เจริญเมธาชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการ บจ. และการลงทุน ยังคงให้น้ำหนักในเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่ดีนัก เพราะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ช่น จีน เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว รวมถึงยุโรปก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้อย่างดีนัก ขณะที่สหรัฐ แม้จะมีตัวเลขทางเศรษฐกิจบางอย่างปรับตัวดีขึ้นบ้าง

แต่ก็ถือว่าเป็นการฟื้นตัวแบบค่อนข้างเปราะบาง ดังนั้นตลาดไทยซึ่งยังพึ่งพา

รายได้จากการส่งออกจึงจะได้รับผลกระทบด้วยบางส่วน

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

ร้อนจัดดันยอดขาย′แอร์-พัดลม′ขายพุ่ง2เท่า คาดทีวีจอแอลซีดียอดพุ่งช่วงบอลยูโร

นางสอางทิพย์ อมรฉัตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเพาเวอร์บาย จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ยอดขายเครื่องปรับอากาศ และพัดลมเติบโตเพิ่มขึ้นราว 2 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ผลจากปีนี้เกิดสภาวะอากาศร้อนอบอ้าวมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม และยังคงมีแนวโน้มร้อนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น อย่างตู้เย็น ก็มียอดขายที่เติบโตได้อย่างโดดเด่น เพิ่มขึ้น 20-30% เช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และหากการผลิตตู้เย็นอยู่ในภาวะปกติ แบรนด์หลักที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างโตชิบา ฮิตาชิ กลับมาผลิตสินค้าได้ตามปกติ เชื่อว่าตู้เย็น ซึ่งเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับหน้าร้อนเช่นเดียวกับแอร์และพัดลม น่าจะมียอดขายที่เติบโตได้มากกว่าปีนี้

นางสอางค์ทิพย์กล่าวว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีนี้จะเป็นปีที่มีอัตราประเมินว่าตลาดจะโตได้ประมาณ 15% โดยสินค้ากลุ่มหลักที่จะเป็นตัวผลักดันตลาดคือ เครื่องปรับอากาศตู้เย็น แอลซีดี และสมาร์ทโฟน โดยในส่วนสมาร์ทโฟน เติบโตได้เพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และประเมินว่าสินค้าในกลุ่มนี้จะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระดับนี้ต่อไปจากการที่จะมีสินค้าเปิดตัวใหม่อีกหลาย เช่น ไอแพด 3 ซัมซุง รุ่นใหม่ๆ เป็นต้น ขณะที่จอแอลซีดีนั้นจะเติบโตได้เป็นอย่างดีในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือฟุตบอลยูโร ประเมินว่าจะเติบโตจากช่วงปกติประมาณ 30% จอที่ได้รับการตอบรับดีจะเป็นจอขนาด 50 นิ้ว ราคาอยู่ที่ประมาณ 60,000-70,000 บาท ส่วนจอขนาด 32 นิ้ว นั้นจะยังขายได้ดีในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งจะเริ่มทำตลาดตั้งแต่ช่วงปลายพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

คมนาคมเดินหน้าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หลังจีนและญี่ปุ่นให้ความสนใจร่วมลงทุน

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังการประชุมโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ว่า จีนและญี่ปุ่นสนใจที่จะร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงของไทย ที่ประชุมในวันนี้จึงได้หารือถึงรูปแบบองค์กร รูปแบบการดำเนินการการสำรวจออกแบบ การลงทุน ซึ่งทั้งหมดจะต้องสรุปและรายงานต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พิจารณา จากนั้นจะต้องตั้งคณะกรรมการกำกับพัฒนารถไฟความเร็วสูง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะกำกับดูแล 5 ข้อ ประกอบด้วย 1 คณะกรรมการร่างกรอบความต้องการของประเทศเพื่อดำเนินงานระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง 2 ด้านเทคนิควิศวกรรม 3 ด้านการเงินการลงทุน 4 การเพิ่มมูลค่าโครงการ และ 5 คณะกรรมการด้านบริหารการเดินรถ

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นจะดำเนินการรถไฟฟ้าความเร็วสูง 4 เส้นทาง จากทั้งหมด 5 เส้นทาง คือ 1.กรุงเทพ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร มูลค่า 229,000 ล้านบาท โดยระยะแรกจะดำเนินการจากกรุงเทพ-พิษณุโลก ก่อน ระยะที่สอง จึงจะขยายไปถึงเชียงใหม่ 2.กรุงเทพ-หนองคาย ระยะทาง 615 กิโลเมตร มูลค่า 201,449 ล้านบาท ระยะแรกจะดำเนินการจากกรุงเทพ-นครราชสีมา ก่อน ระยะสองจึงจะขยายต่อไปถึงหนองคาย 3.กรุงเทพ-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร มูลค่า 72,265 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยระยะแรกจะดำเนินการถึงพัทยา ระยะสองจึงจะขยายไปถึงระยอง และ4.กรุงเทพ-หัวหิน

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

“มิสทิน”พลิกโฉมเลิกผูกติดขายตรง แตกธุรกิจใหม่”รับจัดจำหน่ายสินค้า”เต็มรูปแบบ

“มิสทิน” ปรับตัวครั้งใหญ่ ขยายธุรกิจสู่ “เน็ตเวิร์กคอมปะนี” ทุ่ม 1.6 พันล้าน ผุดศูนย์กระจายสินค้า รับขนส่ง-กระจายสินค้า ประกาศปั้นเป็นโปรฟิตเซ็นเตอร์ ทุ่มแจกแท็บเลต ช่วยสาวมิสทิน “รับสมัคร-ขายสินค้า” ง่ายขึ้น เร็วขึ้น พร้อมขนสินค้าใหม่บุกรับตลาดโต เผยเล็งเปิด “มิสทินแชนเนล” รับกระแสความแรงเคเบิลทีวี

กล่าวได้ว่า “เบทเตอร์เวย์” หรือ “มิสทิน” เป็นธุรกิจขายตรงชั้นเดียวเพียงรายเดียวที่มีอยู่ในตลาดในเวลานี้ และหลายปีที่ผ่านมา ขายตรงค่ายนี้ได้ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจรีเทลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอี-มาร์เก็ตติ้ง จึงทำให้ภาพของความเป็นมัลติแชนเนลชัดเจนขึ้น จากเดิมที่มีภาพลักษณ์เป็นบริษัทขายเครื่องสำอางในระบบขายตรง

จากนี้ไปทิศทางการขยายธุรกิจของมิสทินยิ่งน่าจับตามากขึ้น เมื่อได้เริ่มแตกไลน์ธุรกิจจาก “คอสเมติกส์คอมปะนี” ไปสู่ “เนตเวิร์กคอมปะนี” ด้วยการจับมือกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้า หลังจากได้เริ่มนำร่องความร่วมมือกับเลอซาช่า ผลิตเครื่องหนีบผมรุ่นพิเศษเฉพาะให้กับแค็ตตาล็อกฟรายเดย์เมื่อปีที่ผ่านมา และเร็ว ๆ นี้ยังได้ร่วมกับคลินิกความงาม “วุฒิ-ศักดิ์” พัฒนาโลชั่นสูตรใหม่

ขยับตัวสู่ “เนตเวิร์กคอมปะนี”

นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มิสทินเป็นบริษัทเดียวที่อยู่ในธุรกิจขายตรงระบบชั้นเดียว ถือเป็นความท้าทายทางธุรกิจ ประกอบกับการแข่งขันที่สูงขึ้น จากคู่แข่งที่ไม่ได้มีเฉพาะขายตรง แต่มีทั้งคอนซูเมอร์โปรดักต์และธุรกิจค้าปลีก ทำให้บริษัทไม่สามารถหยุดนิ่งได้ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาก็ได้ปรับรูปแบบและพัฒนาวิธีการขาย รวมทั้งระบบบริหารจัดการสมาชิก และการจัดส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้สาวมิสทินมีระยะเวลาการขายยาวขึ้นและง่ายขึ้น และแข่งขันในตลาดได้

โดยได้ลงทุนในระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับทิศทางในอนาคตที่จะพัฒนาไปเป็นธุรกิจให้บริการ (business provider) และบริษัทได้ปรับไปสู่การเป็นเนตเวิร์กคอมปะนีมากขึ้น จากเดิมที่เป็นคอสเมติกส์คอมปะนี ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำหน่ายเฉพาะสินค้าความงามอย่างเดียว แต่ยังจำหน่ายสินค้าที่มีความหลากหลาย และมีพันธมิตรทุกประเภท ที่ไม่ขัดกับธุรกิจหลักของบริษัท

นายดนัยกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาได้จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ศูนย์กระจายสินค้าเบทเตอร์เวย์ จำกัด เพื่อให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าทุกชนิด ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทดลองจัดส่งสินค้าให้กับธุรกิจอื่น ๆ อาทิ สินค้าโอท็อป และเอสเอ็มอี รวมทั้งได้เพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งในแง่ของการร่วมพัฒนาสินค้า และนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายผ่านแค็ตตาล็อกเซล และได้ลงทุนอีก 1,600 ล้านบาท ในการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ ที่ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี บนพื้นที่ 70 ไร่ มีพื้นที่ให้บริการลูกค้า 40,000 ตร.ม. พร้อมพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ในการสั่งสินค้าให้ทันสมัย คาดว่าจะเปิดใช้ปลายปี 2556

“ไม่เกิน 5 ปีจะเห็นเต็มรูปแบบ ช่วง 1-2 ปีแรกขอโฟกัสให้ระบบลงตัวก่อน และรองรับธุรกิจหลักของเราก่อน พออยู่ตัว เฟสต่อไปก็จะเป็น business provider ให้กับธุรกิจ และสามารถมองว่าเป็นโปรฟิตเซ็นเตอร์ในอนาคตได้”

งัด “แท็บเลต” เพิ่มยอด

นายดนัยกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันก็จะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีสั่งซื้อสินค้าและรับสมัครสมาชิก โดยเฟสแรก เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้แจกแท็บเลตให้กับผู้จัดการเขตทั่วประเทศที่มีอยู่ 970 ราย เพื่อนำมาช่วยสนับสนุนให้การสมัครสมาชิก การสั่งซื้อสินค้าให้สะดวกและรวดเร็วขึ้นภายใน 5 นาที จากเดิมใช้เวลานาน 4-7 วัน พร้อมทั้งระบบพิกัดแผนที่ (จีพีเอส)

ที่ทำให้การจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น และยังได้พัฒนาระบบการชำระค่าสินค้าผ่านระบบออนไลน์ และระบบโลจิสติกส์ให้การสั่งซื้อสินค้าให้ได้รับเร็วขึ้นเป็น 4 วัน จากเดิม 7 วัน และอีก 2 ปีข้างหน้าจะพัฒนาให้เหลือ 3 วัน

ส่วนเฟส 2 จะพัฒนาให้เป็นรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์แค็ตตาล็อก สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านแท็บเลตและสมาร์ทโฟนได้ จะเริ่มใช้ปลายปีนี้ ตรงนี้นอกจากจะช่วยให้การสั่งสินค้าง่ายขึ้นแล้ว ยังจะช่วยลดต้นทุนอีกทางหนึ่ง

“ปีนี้เราตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 12,000 ล้านบาท หลัก ๆ มาจากแนวทางที่วางไว้ดังกล่าว และการเร่งเพิ่มรายการสินค้าใหม่อีก 7% จากปัจจุบันที่มีอยู่มากกว่า 1,000 เอสเคยู เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่รับเร็วเบื่อเร็ว หลัก ๆ จะโฟกัสที่กลุ่มเมกอัพ ตามด้วยเพอร์ซันนอลแคร์ สกินแคร์ และน้ำหอม รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่มีดาราดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างความจดจำ และสร้างความคึกคักให้ตลาด

เล็งเปิด “มิสทินแชนเนล”

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแนวคิดให้บริการด้านการสื่อสารกับพันธมิตร (communication provider) ในรูปแบบของนำเสนอสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ และในอนาคต ถ้าเคเบิลได้รับความนิยมถึงจุดหนึ่ง อาจจะมีช่องเคเบิลของบริษัทเอง อนาคตอาจจะมี “มิสทินแชนเนล” เพื่อให้ข้อมูลสมาชิก และวันนี้มิสทินจับมือกับพีเอสไอ เคเบิลรายใหญ่อยู่แล้ว

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของสินค้า นอกจากจะให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์แล้ว ก็ยังมองไปที่เคเบิลทีวี หรือทีวีดาวเทียมมากขึ้น และบริษัทก็มีแผนจะใช้สื่อดังกล่าวเป็นช่องทางในการสื่อสารกับสมาชิก ทั้งในแง่ของสินค้าใหม่ โฆษณาใหม่ รวมถึงการสาธิตการใช้สินค้า วิธีการเก็บรักษา การแต่งหน้า

เปิดเกมรุกรับ “เออีซี”

สำหรับตลาดต่างประเทศ นายดนัยกล่าวว่า ปัจจุบัน ในแง่รายได้ยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของยอดขายรวม หรือมีรายได้ปีละ 700-800 ล้านบาท แต่มีการเติบโตเฉลี่ย 30-40% ต่อปี และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ถือเป็นโอกาสดี ที่จะนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศสมาชิก ทั้งในรูปแบบของรีเทล ค้าส่ง จำหน่ายผ่านตัวแทน และขายตรง ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด การแข่งขัน และมีแผนตั้งโรงงานผลิตสินค้าที่พม่า โดยการเตรียมตัวเข้าสู่เออีซี อยู่ภายใต้ 2 ยุทธศาสตร์หลัก ในแง่ของพันธมิตรที่จะเป็นผู้ผลิตและทำการตลาด ขณะนี้ได้เจรจากับนักธุรกิจในประเทศต่าง ๆ อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว คาดว่าอีก 2 ปีจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

“เราจะเน้นไปทางพม่ามากกว่า ด้วยยุทธศาสตร์ประชากรและการเติบโต การแข่งขันที่ยังน้อย ซึ่งมิสทินเข้าไปในพม่ามา 7-8 ปีแล้ว ฐานค่อนข้างแน่น

ขณะที่กัมพูชา ด้วยประเทศที่เล็กกว่า และกำลังซื้อไม่สูง แม้ว่าวันนี้จะดีกว่า แต่ด้วยชายแดนที่ติดกัน ทำให้วันนี้สินค้าไทยวิ่งเข้าไปเยอะมาก จึงไม่เหมาะที่จะเข้าไปเปิด เพราะต้นทุนจะสูงกว่าการนำเข้า

ส่วนลาว เป็นประเทศที่เล็กมาก โลจิสติกส์ค่อนข้างลำบาก เพราะไม่มีทะเล เรามองทางเวียดนามมากกว่า แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ทำให้เราตัดสินใจในเรื่องของการผลิตไม่เท่าไร แต่เรื่องการตลาดเข้าไปแล้ว ทั้งลาว เวียดนาม กัมพูชา”

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

แบล็กลิสต์ทีวีดาวเทียมนอกรีต กสทช.ชงไอซีทีดึง”ไทยคม”ช่วย

ผนึกกำลัง 4 องค์กรปราบ “โฆษณาเกินจริง” บนทีวีดาวเทียม “กสทช.” เตรียมคลอดมาตรการชั่วคราวกำราบผู้ผลิตรายการนอกรีต ขู่ขึ้นบัญชีดำยื้อไลเซนส์ ทั้งดึง “ไอซีที” เป็นสื่อกลาง ดึง “ไทยคม” ให้ความร่วมมือ

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เพื่อให้การกำกับดูแลโฆษณาและรายการที่นำเสนอคุณสมบัติเกินจริงของผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ กสทช.ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน (MOU) ของ 4 องค์กรคือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ กสทช. โดยอยู่ระหว่างปรับแก้ไขร่างฉบับนี้ คาดว่าจะเสร็จพร้อมเสนอบอร์ดใน เม.ย.นี้

การร่วมมือของแต่ละหน่วยงาน นอกจากช่วยกันสอดส่องดูแลรายการต่าง ๆ แล้ว ยังลดปัญหาการฝืนเผยแพร่โฆษณาในรายการต่าง ๆ ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายของ อย.และ สคบ.เน้นคุณสมบัติวัตถุดิบ ว่าอันตรายหรือไม่ เช่น พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นต้น หากผิดลงโทษตั้งแต่ตักเตือน ปรับ และจำคุก ซึ่งการตักเตือนอาจส่งผลถึงการขอให้ระงับการออกอากาศโฆษณานั้น ๆ ได้ แต่ไม่ลงละเอียดไปถึงช่องรายการทำให้ยังมีการโฆษณาชวนเชื่อต่อไป

“ถ้า กสทช.ออกใบอนุญาตให้ผู้ให้บริการดาวเทียมและผู้ผลิตรายการครบจะทำให้การลงไปตรวจสอบถึงช่องรายการ ว่าใครเป็นเจ้าของได้ ทำให้การเข้าไประงับการออกอากาศทำได้เต็มรูปแบบ ปัญหาที่ อย.และ สคบ.ประสบในตอนนี้คือ ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของรายการจึงไม่สามารถลงโทษได้ถูกต้อง”

นางสาวสุภิญญากล่าวเพิ่มเติมว่า การออกใบอนุญาตจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 3 ขณะที่การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นงานเร่งด่วนของ กสทช.จึงได้ร่างมาตรการชั่วคราวเพื่อใช้ในการควบคุมรายการที่มีโฆษณาเนื้อหาเกินจริง โดยมาตรการนี้ทำให้

ผู้ผลิตรายการระวังในการออกอากาศมากขึ้น หากเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าเกินจริง กสทช.จะบันทึกชื่อรายการไว้ส่งผลต่อเจ้าของรายการนั้น ๆ ในการขอใบอนุญาต

ทั้งนี้ มาตรการชั่วคราวมีผลต่อเนื่องแม้จะมีการเริ่มต้นออกใบอนุญาตแล้ว เพราะเวลาในการตรวจสอบเพื่อให้ใบอนุญาตกินเวลานาน ถ้าไม่คงไว้ถึงมาตรการชั่วคราว รายอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ใบอนุญาตก็จะไม่อยู่ในการควบคุม

การดำเนินมาตรการชั่วคราวให้เกิดผลมากที่สุดต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการดาวเทียมด้วย กสทช.จึงจะหารือกับไทยคม ในฐานะเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมในประเทศไทยที่มีผู้เช่าสัญญาณเพื่อทำรายการกว่า 400 ช่อง ก่อนหน้านี้ได้หารือร่วมกันไปบ้าง โดย กสทช.ต้องการให้ไทยคมส่งมอบรายชื่อผู้ผลิตรายการทั้งหมดให้

“กสทช.ยังจะเข้าไปหารือกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีไอซีที ก่อนไปคุยกับไทยคม เพราะไอซีทีเป็นผู้มอบสัมปทานดาวเทียมให้ไทยคมจึงน่าจะเป็นสื่อให้ภาคเอกชน ร่วมกันสร้างมาตรฐานและยกระดับโทรทัศน์ดาวเทียมให้ดีขึ้นได้ ไทยคมเหมือนห้างใหญ่ มีรายการมากมายเราทำได้เพียงคุยกับเจ้าของห้าง ว่าจะควบคุมคุณภาพร้านค้าได้ไหม เหมือนรายการบนดาวเทียมที่ไม่รู้ว่าผู้ผลิตเป็นใคร เมื่อออกใบอนุญาตแล้วจะรู้จักว่า ร้านนั้นทำอะไร ขายของผิดเกณฑ์ไหม การควบคุมง่ายขึ้น”

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

ดร.สารสิน วีระผล ชี้ 3 เรื่องใหญ่ ที่ทำให้ถนนสู่ AEC ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ดร.สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า แม้จะมีโอกาสรออยู่มากมายในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ในปี 2015 แต่การจะก้าวเดินไปถึงจุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

มีประเด็นท้าทายมากมายที่ภาคธุรกิจต้องก้าวข้ามไปให้ได้ อย่างน้อยๆ ก็ 3 ประเด็น ซึ่งภาษิตจีนได้เปรียบอุปสรรคต่างๆ เหมือนภูเขาใหญ่ที่ทุกคนต้องใช้ความพยายามในการก้าวข้ามผ่านไปให้ได้

เรื่องแรก เงินทุน ภาคธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นเกษตร หรือพลังงานยังมีปัญหาในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุนอยู่มาก
เรื่องที่สอง ระบบภาษี ที่ยังไม่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
เรื่องที่สาม กฏระเบียบต่างๆ ที่เข้มงวดของรัฐบาลในการควบคุมเรื่องต่างๆ จะผ่อนคลายอย่างไรให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น และนักลงทุนต่างชาติสามารถมาลงทุนในประเทศไทยได้สะดวกขึ้น

การเกิดขึ้น AEC ในอีก 3 ปีข้างหน้า จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยและอุตสาหกรรมไทยจะต้องเร่งปรับตัวโดยมีภาครัฐเป็นตัวหลักในการผลักดันภาคธุรกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

ที่ผ่านมาภาคเอกชน เปรียบเสมือนทหารแนวหน้า ส่วนรัฐบาลคอยบัญชาการอยู่ด้านหลัง ภาคเอกชนเห็นโอกาสข้างหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะรายใหญ่ได้ก้าวออกไปล่วงหน้าแล้วกลับมารายงานรัฐบาลว่าข้างหน้ามีโอกาสดีๆ เกิดขึ้นบ้าง

สิ่งที่ปรากฏเวลานี้ทุกประเทศขาดแคลนเหมือนๆ กัน คือ เรื่องของพลังงาน เงินทุน และบุคลากร จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยแก้ไข สนับสนุนภาคเอกชนให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงโดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้สามารถเติบโตไปในโลกกว้าง

จีนเป็นประเทศตัวอย่างที่รัฐบาลเข้ามาเป็นหลักในการผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ที่ประเทศในอาเซียนควรเรียนรู้

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อาเซียน มีการพัฒนาการที่ดีขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภาครัฐควรต้องเข้ามาสนับสนุนภาคเอกชนให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในด้านพลังงาน การเงิน และทรัพยากรบุคคล เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้น ซึ่งแนวโน้มจีนและอินเดียมีนโยบายมาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างในขยายการลงทุนระหว่างประเทศ

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจีนจะไปลงทุนในแอฟริกาหลายโครงการ แต่อาเซียนในมุมมองของจีนก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย

AEC จึงเป็นเส้นทางแห่งโอกาส เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าการลงทุนมหาศาล เป็นโอกาสที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมฐานความมั่นคงของแต่ละประเทศให้ดีขึ้น

เพราะนอกเหนือจากจีนและอินเดียที่สนใจขยายการลงทุนมาในอาเซียน ในอนาคตอันใกล้อเมริกาและยุโรปยังเป็นอีกทุนใหญ่ที่จะเข้ามาในตลาดอาเซียนเช่นกัน

โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้จึงอยู่ที่ว่าเราพร้อมที่จะรองรับการลงทุนเหล่านี้แล้วหรือยัง?

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

ชงแผนดึงโลว์คอสต์กลับดอนเมือง ทอท.เตรียมถก “ไทยแอร์เอเชีย”อีกรอบคาด ก.ค.รู้ผล

“ทอท.” เร่งแผนเต็มสูบใช้ประโยชน์ “ดอนเมือง” คาดปลายเมษายนนี้ถก “ไทยแอร์เอเชีย” อีกรอบ หวังสรุปความชัดเจนหลังเห็นสัญญาณบวก ตั้งงบฯปรับปรุงเพิ่มอีกราว 70 ล้านบาท พร้อมเสนอมาตรการอินเซนทีฟดึงดูดโลว์คอสต์ ชูสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 30% เมื่อเทียบกับสุวรรณภูมิ พร้อมแผนขนส่งผู้โดยสารเบื้องต้นด้วยรถบัสเชื่อมต่อคอนเน็กติ้งไฟลต์ ด้าน “อนิรุทธิ์” ยืนยันคาด ก.ค.นี้เห็นความชัดเจน มั่นใจดอนเมืองพร้อมเรื่องศักยภาพ

ว่าที่เรืออากาศโทอนิรุทธิ์ ถนอมกุลบุตร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ว่า ยังคงเดินหน้าแผนใช้ประโยชน์จากท่าอากาศยานดอนเมืองอย่างเต็มที่ เป็นไปตามนโยบายการลดความแออัดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยการเชิญชวนสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) อยู่บนพื้นฐานความสมัครใจ โดยจะพิจารณาใน 3 ธุรกิจหลักของ ทอท. ได้แก่ ปริมาณผู้โดยสาร สายการบิน และร้านค้า

“ส่วนมาตรการดึงดูด (อินเซนทีฟ) แก่สายการบิน ตอนนี้มีความชัดเจนมากแล้ว แต่อาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทั้งนี้คาดว่าจะมีความชัดเจนว่าเปิดให้บริการเลย หรือกรณีอื่น ๆ ในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเราขอยืนยันว่าดอนเมืองพร้อม และมั่นใจเดินหน้าผลักดันให้มีสายการบินโลว์คอสต์ทำการบินที่นี่”

ด้าน แหล่งข่าวระดับสูงของท่าอากาศยานไทยรายหนึ่งเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” เพิ่มเติมว่า สำหรับการชงแผนใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมืองในการประชุมบอร์ดที่ผ่านมา เกี่ยวกับการดึงสายการบินโลว์คอสต์มาทำการบินที่ดอนเมืองนั้นมี 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ แผนงานวิศวกรรม แผนงานพาณิชย์ เช่น การปรับโซนนิ่งพื้นที่ภายในดอนเมือง และแผนพิจารณาถึงความพร้อมของสนามบินดอนเมืองว่าพร้อมหรือไม่พร้อมในเรื่อง ใดบ้าง โดยในมุมของสายปฏิบัติการถือว่ามีความพร้อม เป็นห่วงเพียงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องว่าอาจจะต้องมีการเพิ่มบุคลากร

ทอท.ได้เตรียมวงเงินสำหรับใช้ปรับปรุงดอนเมืองเพิ่มเติมอีก 70 ล้านบาท ซึ่งจะเร่งดำเนินการปรับปรุงตั้งแต่ปลายเดือนนี้ คาดใช้เวลา 60-90 วัน โดยจะเดินหน้าแผนงานวิศวกรรมคู่ขนานไปกับแผนเชิงพาณิชย์ เช่น การเตรียมหาร้านค้าและดิวตี้ฟรีในสนามบินเมื่อได้รับการอนุมัติจากบอร์ดแล้ว ก็จะเริ่มเจรจาสายการบินโลว์คอสต์ โดยเน้นหลักการขอความสมัครใจในการเข้าร่วม ซึ่งปัจจุบันมีสายการบิน

นก แอร์เข้าร่วมแล้ว ซึ่งมีผู้โดยสารประมาณ 4 ล้านคน/ปี เนื่องจากความสามารถของอาคารผู้โดยสาร 1 ของดอนเมืองสามารถรองรับได้มากถึง 12 ล้านคน/ปี ส่งผลให้เราต้องเร่งเจรจากับสายการบินอื่น ๆ ที่มีผู้โดยสารรวมกันได้อย่างน้อย 8 ล้านคน/ปี

“ไทยแอร์เอเชียถือ เป็นสายการบินที่เราต้องการดึงเข้าร่วมให้ได้ เพราะมีปริมาณผู้โดยสารมากประมาณ 8 ล้านคน/ปี โดยเบื้องต้นการตอบรับถือว่าอยู่ในทิศทางบวก โดยประเมินว่าสิ่งอำนวยความสะดวกของสนามบินดอนเมืองตอบโจทย์ไทยแอร์เอเชีย ราว 90% แล้ว ซึ่งทางไทยแอร์เอเชียได้คอมเมนต์มาเพิ่มเติมว่า ตามแผนกลยุทธ์ 5 ปีของเขาตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้โดยสารอีก 2 เท่า คิดเป็น 16 ล้านคน/ปี ซึ่งกังวลว่าดอนเมืองจะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ และเมื่อบอร์ดรับทราบ คาดว่าปลายเดือนเมษายนนี้จะได้ผลสรุปที่แน่ชัดจากไทยแอร์เอเชีย”

แหล่ง ข่าวรายเดิมระบุด้วยว่า ศักยภาพของดอนเมืองนั้น สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารจำนวนมากได้แน่นอน เพราะขีดการรองรับของอาคาร 1 ที่ใช้รองรับผู้โดยสารปัจจุบันอยู่ที่ 16 ล้านคน/ปี อาคาร 2 รองรับได้ 10 ล้านคน/ปี และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศรองรับได้ 11 ล้านคน/ปี รวมทั้ง 3 อาคาร สามารถรองรับผู้โดยสารได้ทั้งหมด 37 ล้านคน/ปี

“ขณะที่ข้อเสนอ อินเซนทีฟในการดึงดูดให้มาทำการบินที่ดอนเมือง จะมีทั้งการลดค่าธรรมเนียมสนามบิน และอื่น ๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว จะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 30%”

ส่วนการอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ โดยสารที่ต้องการเชื่อมต่อเที่ยวบิน (Connecting Flight) ไปยังสุวรรณภูมิ ทางกระทรวงคมนาคมได้มีนโยบายด้านการขนส่งผู้โดยสารไปสุวรรณภูมิโดย

รถ บัส (Bus Line) โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 35 นาทีในการเดินทาง ส่วนโครงการรถไฟเชื่อมต่อดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ (Rail Link) ทางกระทรวงได้มอบนโยบายให้สำนักงานนโยบายและแผนงานการขนส่งและจราจร (สนข.) เร่งเดินหน้าศึกษาแผนโครงการดังกล่าวต่อไป

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

“ธนา” รุกทำตลาดทีวีดาวเทียมเต็มสูบ เนรมิตเวที แซท “แซ่บ มาก มาก” กลางเมืองพัทยา นักร้องดังคับคั่ง

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ GMM Z) เตรียมจัดงานเทศกาลดนตรี พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล มิวสิค เฟสติวัล 2012 พร้อมเปิดตัว “เวที แซท” ที่สร้างสีสันดีไซน์ไม่เหมือนใคร พร้อมฉีกปรากฏการณ์ความสนุก “แซ่บ มาก มาก” อีกครั้ง ในงาน ณ “เวที แซท”เวทีใหญ่ GMM Z บริเวณลานจัดกิจกรรม ชั้น 1 เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช ระหว่างวันที่ 27-29 เมษายนนี้ พร้อมศิลปินคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น (27 เม.ย.) ลุลา, กอล์ฟ พิชญะ , ไอซ์ ศรัณยู , บุดด้า เบลส , Sound of Kwasar DJ. Leo, (28 เม.ย.) นิว – จิ๋ว , ว่าน ธนกฤต , เจ็ทเซ็ตเตอร์ , ซีล , โดม ปกรณ์ ลัม , Sound of Thonglor Dj. Roxy June, (29 เม.ย.) Bottom Blues, เพลย์กราวด์, พาราด็อกซ์ , Sound of Pattaya

ทั้งนี้ เป็นการจัดงานต่อเนื่องหลังจาก GMM Z รุกทำตลาดทีวีดาวเทียมเต็มสูบ ด้วยการจัดกิจกรรมตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศใน GMM Z Festival ตอน Fun City สนุกกัน สนั่นเมือง ใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และใน 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร และนครศรีธรรมราช ซึ่งประสบความสำเร็จเกินเป้า

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

คลังปิดบัญชีรับจำนำข้าว เจ๊ง1.7แสนล้านจ่ายคืนธกส.

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล พบว่ามีโครงการรับจำนำในโครงการเก่าทั้งสิ้น 13 โครงการ ยังมีเงินที่ติดค้างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึงเกือบ 170,000 ล้านบาท และพบว่ามีข้าวในสต๊อกปี 2549 คงเหลืออยู่กับองค์การคลังสินค้า (อคส.) เกือบ 5,000 ตัน และสต๊อกปี 2550 อีก 6,000 ตัน ซึ่งน่าจะเสื่อมสภาพหมดแล้ว ไม่คุ้มค่าการเก็บรักษา ซึ่งที่ประชุมเสนอว่าควรให้ อคส.รีบสำรวจและรายงานกระทรวงพาณิชย์ตามความเป็นจริง ที่สำคัญยังพบว่า ข้าวในสต๊อกของปี 2549 และ ปี 2550 ดังกล่าวนั้น อคส.ได้นำบางส่วนออกมาแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมาตามคำสั่งรัฐบาล แต่ปรากฏว่าข้าวดังกล่าวมีคุณภาพต่ำมาก เมื่อนำมาหุงปรากฏว่ามีเศษอิฐปนจนไม่สามารถรับประทานได้

“กระทรวงการคลังต้องการที่จะปิดบัญชีโครงการรับจำนำต่างๆ ที่สิ้นสุดโครงการไปแล้ว พร้อมทั้งตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ให้ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และรับรู้ผลการดำเนินงานโครงการต่างๆ โดยนอกจากจะปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ยังพิจารณาปิดบัญชีมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกุ้งขาวด้วย ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ จะส่งเรื่องให้สำนักงบประมาณ เพื่อจัดงบประมาณชดเชยให้ ธ.ก.ส.เป็นรายปีไปต่อไป” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าว

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

พม่าเปิดท่าเรือนำเข้ารถหรู3พันคัน/เดือน กลุ่มทุนเชียงรายโตก้าวกระโดด ยึดตลาดเกรย์มาร์เก็ตลุ่มน้ำโขง

“ซีเอ็นวายกรุ๊ป” กลุ่มทุนเชียงรายโตก้าวกระโดด ยึดตลาดเกรย์มาร์เก็ตลุ่มน้ำโขง พม่า-ลาว-จีนใต้ ล่าสุดคว้าไลเซนส์รัฐบาลพม่านำเข้ารถหรูผ่านท่าเรือเมืองย่างกุ้ง ปลื้มยอดส่งออกไปพม่าเดือนละ 3,000 คัน ครองมาร์เก็ตแชร์รถยุโรปกว่า 90%

นายประชา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี ประธานกรรมการบริษัทในเครือซีเอ็นวายกรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้า-ส่งออกรถยนต์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทเป็นผู้นำเข้าและส่งออกรถยนต์ในลักษณะทรานซิตไปยังประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ ล่าสุดนี้ซีเอ็นวายกรุ๊ปได้รับใบอนุญาตหรือไลเซนส์จากรัฐบาลพม่า ให้นำเข้ารถยนต์ยุโรปผ่านทางท่าเรือเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ซึ่งดำเนินการภายใต้บริษัท เมียนมาร์ ซีเอ็นวาย จำกัด

“สาเหตุที่เราได้รับความไว้วางใจให้นำเข้ารถในพม่า เพราะที่ผ่านมาบริษัทในเครือซีเอ็นวาย มีการนำเข้ารถยนต์ผ่านด่านชายแดนไทย-พม่ามาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เช่น ด่านอำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และด่านแม่สอด จังหวัดตาก โดยบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดรถยุโรปในพม่ากว่าร้อยละ 90″

ปัจจุบันซีเอ็นวายกรุ๊ป มีบริษัทในเครือ 5 บริษัท สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บริเวณถนนพหลโยธิน สี่แยกแม่กรณ์ ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และมีสาขาอ่อนนุช กรุงเทพฯ อีก 1 สาขา ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพของบริษัทและให้บริการลูกค้า จะมีการเปิดโชว์รูมใหม่ในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ โดยใช้ชื่อว่า “แกรนด์โอเพนนิ่ง นิวโชว์รูม แอนด์ เซอร์วิสเซ็นเตอร์ อินเชียงราย ไทยแลนด์ 555″ หรือวันที่ 5 เดือน 5 ปี 55 ภายในงานจะมีการเปิดตัวรถพิเศษ 5 คัน และมีรถยนต์ชั้นนำจากทั่วโลกมากกว่า 30 คัน

สำหรับการทำตลาดในประเทศไทยนั้นได้เตรียมที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 2-3 สาขา เช่น จังหวัดภูเก็ต, เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี, จังหวัดขอนแก่น และอุบลราชธานี คาดว่าโชว์รูมเหล่านี้จะเปิดให้บริการได้ครบทั้งหมดภายใน 3 ปี นอกจากรองรับกลุ่มลูกค้าแล้วยังเตรียมรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 2558 อีกด้วย

ด้านนางสลินดา ชมพูศรี รองประธานกรรมการเครือซีเอ็นวาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทนำเข้ารถยนต์สู่ประเทศพม่าเดือนละกว่า 2,000-3,000 คัน และในปี 2554 นำเข้ารถเก่ามือสองประมาณ 5,000 คัน โดยนำเข้าผ่านด่านการค้าชายแดนเกือบทุกจุดทั้งด่านพรมแดนไทย-พม่า ด้านอำเภอแม่สาย ไปยังจังหวัดท่าขี้เหล็ก ด่านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หรือนำเข้าที่ท่าเรือแม่น้ำโขง อำเภอเชียงแสน รวมทั้งการนำขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเมืองสบหรวย ประเทศพม่า และนำไปจำหน่ายในตลาดจีนตอนใต้

อย่างไรก็ตามปัจจุบันรัฐบาลพม่าไม่ได้เปิดให้มีการนำเข้ารถยนต์ตามด่านต่าง ๆ ดังกล่าวอีก แต่ได้เปิดให้นำเข้าที่ท่าเรือเมืองย่างกุ้ง โดยมีการจัดตั้งเป็นศูนย์รวมธุรกิจจากต่างประเทศที่เมืองย่างกุ้ง ซึ่งมีความสะดวกรวดเร็ว เพราะสามารถนำเข้าทางเรือจากยุโรปสู่พม่าได้โดยตรง ทั้งนี้หลังจากที่รัฐบาลพม่าเปิดประเทศมากขึ้นก็ยิ่งทำให้โอกาสทางธุรกิจสดใสมากขึ้นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ซีเอ็นวายกรุ๊ปเป็นกลุ่มทุนเก่าแก่ของจังหวัดเชียงราย โดยทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกรถยนต์ในพม่า ลาว จีนตอนใต้มานาน โดยจำหน่ายทั้งรถยนต์ใหม่ และรถมือสองในลักษณะซื้อมาขายไป ไม่มีโชว์รูมและศูนย์บริการ แต่ล่าสุดได้เตรียมเปิดโชว์รูมรถหรูที่จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 นี้

ปัจจุบันมีบริษัทในเครือประกอบด้วย 1)บริษัท ซีเอ็นวาย ออโต้อิมพอร์ต จำกัด ดำเนินธุรกิจนำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ต่างประเทศ ได้แก่ MERCEDES-BENZ, BMW, AUDI, FERRARI, HUMMER, LEXUS, TOYOTA, PORSCHE, VOLKSWAGEN

2)ห้างหุ้นส่วนจำกัดชนะยนต์อิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต จำกัด ดำเนินธุรกิจนำเข้าและส่งออกยนตรกรรมใหม่ ๆ ไปยังกลุ่มลูกค้าทั่วโลก โดยมีเครือข่ายคู่ค้ารถยนต์ในญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เยอรมนี, สิงคโปร์, ไต้หวัน, เกาหลีใต้, ฮ่องกง และตะวันออกกลาง 3)บริษัท ซีเอ็นวาย อิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต จำกัด ดำเนินธุรกิจนำเข้าและส่งออกรถยนต์เก่าทุกประเภท เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถตู้ รถแวน รถบรรทุก และเครื่องจักรกลก่อสร้าง4)บริษัท หมิงทรานสปอร์ต จำกัด (หมิงเทเลอร์) ให้บริการเกี่ยวกับการขนส่งรถทุกประเภท ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ 5)บริษัท หมิงออนทัวร์ จำกัด ทำธุรกิจบริการนำเที่ยว และ 6)บริษัท เมียนมาร์ซีเอ็นวาย จำกัด ประกอบกิจการนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศพม่า

ไม่ให้ใส่ความเห็น more...

Copyright © 1996-2010 ทันต่อเหตุการณ์เศรฐกิจเพื่อให้นักลงทุนได้รู้ เพื่อประเมินทิศทางของธุรกิจได้. All rights reserved.
iDream theme by Templates Next | Powered by WordPress