จับตาผลประกอบการ “แบงก์-สื่อสารและพลังงาน” รับอานิสงส์นโยบายลดภาษีนิติบุุคคลแบบเต็มๆ เหตุที่ผ่านมาจ่ายเต็มเพดาน โบรกฯคาดกำไร บจ.ไตรมาสแรกโตไม่ต่ำกว่า 15% เผยกลุ่มแบงก์กำไรทะลัก รายได้จากค่าธรรมเนียมโตกระฉูดหลังน้ำท่วม คนแห่ทำธุรกรรม
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคลสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 1 คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากหุ้นกลุ่มหลักที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูง เช่น ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้ประกาศผลประกอบการไปแล้วมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ดี จึงหนุนให้ภาพรวมของทั้งตลาดค่อนข้างสดใส ประกอบกับได้รับปัจจัยบวกจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 23% จากเดิม 30% ซึ่งจะมีผลดีต่อกำไรทั้งปีให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8%
อย่างไรก็ตาม เมื่อหักลบกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มเป็น 300 บาทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ก็จะทำให้ส่วนกำไรของบจ.ปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้น 6%
กลุ่มที่น่าจะได้รับปัจจัยบวกจากการลดภาษีนิติบุคคลมากที่สุดคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร และพลังงานที่เป็นโรงกลั่น เพราะบริษัทเหล่านี้ที่ผ่านมาต้องเสียภาษีเต็มที่ ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอะไร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง แจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 1 ปี 2555 มีผลกำไรรวม 41,358 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,355 ล้านบาท หรือ 8.83% โดยธนาคารกสิกรไทยมีกำไรเพิ่มขึ้น 47% จาก 6,114 ล้านบาท เป็น 8,988 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารกรุงเทพมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 6,469 ล้านบาท เป็น 8,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.97%
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา สินเชื่อธนาคารกรุงเทพขยายตัว 2.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในประมาณการของธนาคาร และมั่นใจว่าไตรมาส 2 จะเติบโตได้ต่อเนื่อง จากสภาพเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัว และธนาคารยังคงเป้าหมายการขยายตัวทั้งปีที่ 6-8% เนื่องจากยังมีปัจจัยสภาพเศรษฐกิจโลกที่ต้องเฝ้าระวัง
โดยนายชาติศิริยอมรับว่า ธนาคารได้รับประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ส่งผลให้ต้นทุนด้านภาษีลดลง ทำให้กําไรสุทธิอยู่ที่ 8,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ปีนี้ธนาคารจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากการนําส่งเงินให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) และกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ส่งผลให้ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ลดลงเหลือ 2.6% ซึ่งธนาคารจะพยายามรักษา ให้อยู่ระดับนี้ตลอดทั้งปี ซึ่งจากภาวะการแข่งขันรุนแรงในระบบธนาคาร ทําให้ธนาคารต้องบริหารต้นทุนให้เหมาะสม
ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจที่มีทิศทางการเติบโตของผลประกอบการและรายได้ที่โดดเด่นในไตรมาสแรกมี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธนาคาร โดยเป็นกำไรโดยรวม 41,358 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/54 ที่อยู่ระดับ 20,230 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงกว่า 100% ทั้งนี้เป็นผลจากการปล่อยสินเชื่อและรายได้จากค่าธรรมเนียมที่ปรับเพิ่มขึ้น
ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มโรงกลั่น ซึ่งได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันที่สะสมไว้ ส่วนธุรกิจที่ชะลอตัวคือ กลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์บริษัทประเมินอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของ บจ.ทั้งปีไว้ที่ระดับ 20% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ราว 4.6% ซึ่งเป็นผลจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1 พบว่าอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมมากกว่ารายได้ดอกเบี้ย เนื่องจากการทำธุรกรรมผ่านธนาคารเพิ่มขึ้นสูง หลังจากที่ชะลอตัวในช่วงน้ำท่วม โดยขยายตัว 12% จากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และขยายตัว 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินเชื่อทั้งระบบเติบโตเพียง 3.1% ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยจึงขยายตัวเพียง 0.7% รวมทั้งส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารส่วนใหญ่ลดลง จากการคำนวณค่าใช้จ่ายเงินนำส่งให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และกองทุนFIDF รวม 0.47%
ขณะที่ผลจากการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ยังไม่ได้ช่วยให้ค่าใช้จ่ายธนาคารลดลงในงบการเงินไตรมาสแรกทั้งหมด เนื่องจากบางธนาคารมีรายได้จากรายการพิเศษที่ยังไม่ได้เสียภาษี และจะไปคิดในงบการเงินไตรมาส 2
นายธนเดชให้มุมมองเชิงบวกต่อการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ทั้งปี โดยได้ปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นอีก 3% เป็น 1.45 แสนล้านบาท จากที่เดิมคาดการณ์ไว้ 1.41 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตทั้งปี21% เนื่องจากธนาคารยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้ดี ขณะที่ค่าใช้จ่ายกันสำรองหนี้มีแนวโน้มลดลง
ด้านนายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า จุดที่น่ากังวลที่ต้นทุนธนาคารจะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 จากค่าใช้จ่ายเงินนำส่งให้ DPA และ FIDF ซึ่งอาจทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยลดลงอีก 0.5% ส่งผลให้ธนาคารจะแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และจะผลักภาระให้ผู้บริโภคในไตรมาส 3 โดยธนาคารขนาดใหญ่จะสามารถบริหารต้นทุนได้ แต่ธนาคารขนาดกลางและเล็กจะต้องมีการปรับตัวด้านโครงสร้างการระดมทุน เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน ทิสโก้ และธนชาต
ขณะที่นายจักรกริช เจริญเมธาชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการ บจ. และการลงทุน ยังคงให้น้ำหนักในเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่ดีนัก เพราะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ช่น จีน เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว รวมถึงยุโรปก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้อย่างดีนัก ขณะที่สหรัฐ แม้จะมีตัวเลขทางเศรษฐกิจบางอย่างปรับตัวดีขึ้นบ้าง
แต่ก็ถือว่าเป็นการฟื้นตัวแบบค่อนข้างเปราะบาง ดังนั้นตลาดไทยซึ่งยังพึ่งพา
รายได้จากการส่งออกจึงจะได้รับผลกระทบด้วยบางส่วน